อย่าปล่อยให้ “ความสำเร็จ” เป็นแค่ฝันที่ผ่านไป

ทุกวันนี้ โซอี้คิดว่า เราทุกคนเกิดมาโชคดีมากๆ เลยนะคะ ที่มีโอกาสได้ฟัง ได้อ่าน และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ดีๆ ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย บางคนก็เริ่มต้นจากศูนย์บ้าง จากติดลบบ้าง อย่าง “เอลวิส เพรสลีย์” นักร้องที่ดังมากๆ ในยุคก่อน ก็เคยถูกไล่ออก และโดนดูถูกให้กลับไปเป็นคนขับรถบรรทุกเหมือนเดิม หรือ “ไมเคิล จอร์แดน” นักบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก ก็เคยถูกคัดออกจากทีมสมัยเรียนมัธยมด้วยซ้ำไป แต่ทำไม พวกเขาถึงมีวันนี้ได้ โซอี้ว่า เหตุผลหลักๆ เลยก็คือพวกเขา “การลงมือทำ” ค่ะ หลายคนที่ปล่อยให้ฝัน ยังคงเป็นแค่ฝันต่อไป ก็เพราะไม่กล้าลงมือทำอะไรซักที ด้วยเหตุผลและข้ออ้างต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็น “ฉันไม่มีเวลาหรอก” “ฉันยังไม่พร้อม” “อย่างฉันคงทำไม่ได้” และอีกมากมายที่โซอี้ได้ยินอยู่บ่อยๆ โดยไม่เริ่มต้นทำอะไรเลย ทั้งๆที่เราทุกคน ไม่มีใครเกิดมาด้อยกว่าใครหรอกนะคะ ถ้าคุณมีเป้าหมายที่ต้องการ คุณก็แค่ต้องลงมือทำเพื่อสร้างมันขึ้นมา ถึงการลงมือทำ จะไม่ได้การันตีว่าคุณจะต้องสำเร็จอย่างที่หวัง 100% แต่อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้ปล่อยให้ฝัน เป็นแค่ฝันต่อไป โดยไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อมันเลย จริงไหมคะ?...

“ความคิด” มีผลต่อชีวิต มากแค่ไหน?

ถ้าจะพูดถึงความสำคัญของ “ความคิด” โซอี้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งค่ะ เป็นเรื่องที่ดังมากๆ ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี หนังเรื่องนี้คือเรื่อง Inception ที่พระเอกของเราเป็นนักโจรกรรมความคิด และในเรื่องก็มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ คือการ “ฝังความคิด” เข้าไปในหัวคนๆ หนึ่ง เพื่อให้เขาล้มเลิกการสืบทอดธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจำได้ไหมคะ ว่าคำพูดประโยคแรกๆ ของพระเอก ที่ต้องการสื่อว่า ความคิด ของคนเรามีความสำคัญต่อชีวิตมากแค่ไหน คืออะไร “คุณคิดว่าปรสิตที่อะไรตายยากที่สุด แบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิในลำไส้ สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ความคิด ของเรานี่แหละที่ตายยากและแพร่ระบาดได้ง่าย เมื่อความคิดเกาะอยู่ที่สมองใครแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลบมันให้สิ้นซาก ความคิดที่ก่อตัวเต็มที่ มีความเข้าใจเต็มเปี่ยม มันก็จะเกาะติดอยู่ซักที่หนึ่งในหัวคุณ” นี่แหละค่ะ คือประโยคที่บอกได้เลยว่าความคิดของคนเรามีพลังขนาดไหน จะเรียกได้ว่า มันสามารถกำหนดการกระทำของเราได้แทบทุกอย่างเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างจึงอยู่ที่ตัวของเราเองทั้งนั้นค่ะ ว่าจะเลือกควบคุมความคิดของตัวเองไปทางไหน ถ้าคิดในแง่ร้ายๆ แล้วมีความทุกข์ ก็ลองเปลี่ยนมาคิดในด้านที่มีความสุขดูสิคะ ปัญหาทุกอย่างจะดีจะร้าย อยู่ที่มุมมองของเราทั้งนั้นค่ะ เพราะคุณสามารถเลือกได้เสมอว่าอยากให้ตัวเองเดินไปในทางไหน   —– ติดตามไอเดีย+แรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ Line ID...

คุณ “รักตัวเอง” มากแค่ไหน?

คุณ “รักตัวเอง” มากแค่ไหน? มีใครเคยถามคำถามนี้กับตัวเองดูไหมคะ? เมื่อก่อนโซอี้ก็ไม่คิดจะถามคำถามนี้กับตัวเองเลย จนกระทั่งเจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เขามีเรื่องมาปรับทุกข์กับเพื่อนๆในกลุ่ม แล้วก็เล่าชีวิตของตัวเองให้ฟัง จนโซอี้รู้สึกว่า ปัญหาของเขา เกิดจากการที่เขารักตัวเองน้อยไปหรือเปล่า หลายคนอาจจะคิดว่า “ไม่จริงหรอก ใครที่ไหนจะไม่รักตัวเอง” แต่มันมีอยู่จริงๆนะคะ คนที่ไม่รักตัวเอง และยังไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆเลยก็คือ บางคนไม่สบาย แต่ก็ไม่ยอมกินยาบ้าง ไม่ยอมพักผ่อนบ้าง ละเลยสุขภาพตัวเองตลอดเวลา ด้วยข้ออ้างที่ว่า “มันไม่เป็นไรหรอก” ทั้งๆที่ร่างกายของคุณอาจจะไม่ได้บอกอย่างนั้นก็ได้ หรือบางคน อยากจะเป็นคนเก่ง อยากประสบความสำเร็จ แต่ไม่คิดจะหาหนังสือดีๆมาอ่าน หรือฝึกฝนพัฒนาตัวเองเลย วันๆ ก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนชีวิตไม่ก้าวหน้าไปไหน บางคนก็ถึงกับถอยหลังเลยด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ เรียกได้ว่า พวกเขายังรักตัวเองไม่มากพอค่ะ พวกเขาตามใจตัวเองเกินไป หรือไม่ก็ฝืนตัวเองจนเกินเหตุ จนไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังรักตัวเองน้อยลงทุกที การ “รักตัวเอง” ไม่ใช่การเห็นแก่ตัวนะคะ ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ใช่เรื่องผิด อยู่ที่ว่าคุณเลือกจะ รักตัวเอง หรือเปล่าเท่านั้นเอง?...

คุณมีความ “ต้องการ” มากแค่ไหน?

ถ้าโซอี้ถามทุกคนว่า “อยากรวย” ไหม อยาก ประสบความสำเร็จ หรือเปล่า หลายคนน่าจะตอบว่า “อยาก” จริงไหมคะ? ถ้าอย่างนั้นโซอี้คงต้องถามต่อว่า แล้วคุณมี “ความต้องการ” ที่จะร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จ มากแค่ไหน อย่าลืมนะคะ ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว ที่อยากรวย อยากมีชีวิตที่ดี ยังมีคนอีกเป็นล้านๆค่ะ ที่มีความปรารถนาแบบเดียวกัน แต่ทำไมสุดท้าย คนที่รวยและประสบความสำเร็จจริงๆ ถึงมีน้อยเหลือเกิน หลายคนอาจจะโทษว่าเป็นเพราะไม่มีโอกาสดีๆ เกิดมาไม่มีความสามารถ และอื่นๆอีกมากมาย แต่สำหรับโซอี้ เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเลยนะคะ คนสำเร็จหลายๆคน ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้บ้าง เรียนไม่จบบ้าง ก็มีมากมายค่ะ แต่พวกเขามีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่มีเหมือนกันทุกคน นั่นคือ “ความต้องการ” ค่ะ มันเป็นความต้องการอย่างแรงกล้าจริงๆ ที่อยากจะมีชีวิตดีๆ อยากร่ำรวย อยากประสบความสำเร็จ มันเป็นความต้องการที่มากพอ จนทำให้พวกเขา กล้าลุกขึ้นมาสร้างโอกาส สร้างหนทางของตัวเอง จนสามารถเดินไปถึงจุดที่หวังเอาไว้ได้ เพราะความต้องการที่มากพอ มักจะทำลายทุกๆ ข้ออ้างได้เสมอ โซอี้เชื่ออย่างนั้นค่ะ...

ใครว่า “ความสำเร็จ” เป็นเรื่องของโชคช่วย

ปกติแล้ว โซอี้เป็นคนชอบอ่านหนังสือมากๆ และสะสมคำคมของบุคคลสำคัญหลายๆท่านอยู่เสมอ และมีอยู่คำพูดหนึ่งค่ะ ของ George Patton อดีตผู้นำกองทัพทหารอเมริกันที่โซอี้ชอบมากๆ เขาพูดเอาไว้ว่า… “ความสำเร็จของคนๆหนึ่ง ไม่ได้ดูจากการที่เขาปีนขึ้นมาสูงได้แค่ไหน แต่ดูหลังจากที่เขาตกลงไปแล้วปีนกลับขึ้นมาได้สูงแค่ไหนต่างหาก” โซอี้ว่ามันจริงมากๆ เลยนะคะ เพราะความสำเร็จ ไม่ได้วัดกันที่คุณเกิดมาโชคดีหรือโชคร้าย แต่วัดกันด้วยความพยายามและความทุ่มเทของคุณต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ หรือความเก่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องฟลุ๊กหรือพรสวรรค์หรอกนะคะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาผ่านการเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมามากมาย พวกเขาผ่านการลงมือทำอย่างหนักและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โซอี้เข้าใจค่ะ ว่าบางคนอาจจะเกิดมาโชคดีจริงๆ มีต้นทุนพร้อม มีคนสนับสนุน ทำให้สามารถเริ่มต้นได้เร็ว แต่ถ้าเขาไม่มีความทุ่มเท ไม่ลงมือทำ ไม่มี Passion ต่อสิ่งที่ทำมากพอ ถึงจะมีทั้ง “โชค” ทั้ง “พรสวรรค์” มันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะคะ โชคดีอาจจะพาคุณมาส่งถึงป้ายรถเมย์ก็จริง แต่ถ้าคุณไม่ก้าวขึ้นรถ ชีวิตก็ยังคงย่ำอยู่ที่เดิมอยู่ดี “โชค” ไม่ได้ช่วยให้คุณสำเร็จได้เสมอไปหรอกนะคะ ตัวคุณเองต่างหากค่ะ ที่จะทำให้คุณสำเร็จได้ 100%   —– ติดตามไอเดีย+แรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ Line...

ความลับของความสำเร็จ!

ปีใหม่นี้ ได้ของขวัญเป็นอะไรกันบ้างคะ? โซอี้ซื้อหนังสือเป็นของขวัญให้ตัวเองหลายเล่มเลย แต่มีอยู่เล่มหนึ่งค่ะ ที่โซอี้รู้สึกชอบมากๆ เพราะคนเขียน เขาให้แง่คิดในเชิงธุรกิจที่น่าสนใจ โดยแบ่งรูปแบบการดำเนินธุรกิจในโลกนี้ออกเป็น 2 แบบด้วยกัน แบบแรก คือการแข่งขัน เช่น ขายอาหารเหมือนกัน หรือขายเสื้อผ้าเหมือนกัน โดยที่ไม่มีความแตกต่างอะไรเลย การแข่งขันจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งตัวผู้เขียนเอง ก็ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันมันทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งโซอี้ว่า มันก็จริงนะคะ เพราะถ้าคุณไม่คิดค้นอะไรใหม่ๆ หรือสร้างความแตกต่างอะไรให้กับแบรนด์เลย ก็ไม่มีเหตุผลที่ลูกค้าจะซื้อของๆคุณจริงไหมคะ เพราะเมื่อไม่มีความต่าง ก็เท่ากับว่า หาซื้อจากที่ไหนก็ได้ ยิ่งแข่งก็ยิ่งตัดราคากันเรื่อยไป จนไม่มีกำไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนบอกเอาไว้ว่า ผู้ที่ทำธุรกิจแบบผู้ขาดสามารถไปได้ไกลมากกว่า เพราะความไม่เหมือนใครและเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้คุณครองตลาดได้อย่างง่ายดาย ความลับของความสำเร็จ จึงไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลยค่ะ แต่อยู่ที่ตัวของคุณเองทั้งนั้น ว่าสามารถสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ได้มากแค่ไหน ลองดูสิคะ ลองลุกขึ้นมาสร้างอะไรใหม่ๆ ดูซักครั้ง บางที ความสำเร็จ อาจจะอยู่ใกล้คุณมากกว่าที่คิดก็ได้   —– ติดตามไอเดีย+แรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ Line ID :...

ผลสำเร็จ ของการลงมือทำ!

สวัสดีปีใหม่นะคะทุกคน ช่วงวันหยุดยาวนี้  โซอี้ได้มีโอกาสดูซีรี่อยู่เรื่องหนึ่งค่ะ พอดูไปดูมาช่วงแรกๆ โซอี้คิดว่ามันตลกมาก เพราะสองพี่น้องตัวเอกของเรื่อง เจอกับเรื่องอันตรายมากมายทุกตอน แต่พวกเขาก็ไม่ตายซักที หลายครั้งที่ตายจริงๆ แต่ก็รอดกลับมาได้ตลอด ตอนแรกโซอี้คิดว่า สองพี่น้องคู่นี้เขาโชคดีจริงๆ มีเทวดาเป็นเพื่อน คอยปกป้องคุ้มครองไม่ยอมให้เป็นอะไรเลย ถ้าเรา “โชคดี” อย่างนี้บ้างก็คงดี แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้ “โชคดี” ก็ได้นะคะ มันอาจจะเป็นการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อแล้วก็ได้ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ผ่านมา สองพี่น้องคู่นี้เสียสละตัวเองทุกอย่าง จนตัวเองเกือบตายและตายจริงๆไปหลายรอบ ถ้าเทวดาจะตอบแทนทั้งสองคนนี้บ้างโดยการชุบชีวิตให้ก็คงไม่แปลก เพราะการได้รับโอกาสกลับขึ้นมาหายใจอีกครั้งของพวกเขา สร้างประโยชน์ให้กับโลกนี้ได้มากมาย ในขณะที่หลายๆคน อยากจะโชคดี อยากจะมีความสุข อยากจะมีชีวิตที่ดี แต่กลับทำตัวเหมือนเดิมตลอด เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ทั้งๆที่ ถ้าเราไม่หว่านพืช เราจะได้ผลได้ยังไง จริงไหมคะ? ถ้าคุณอยากโชคดี อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากได้การตอบแทนที่ดีเหมือนพี่น้องคู่นี้ ก็ลองถามตัวเองดูนะคะ ว่าคุณทุ่มเทเพื่อมันมากพอแล้วหรือยัง? ถ้ามากพอแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะโซอี้เชื่อว่า โอกาสดีๆจะวิ่งเข้ามาหาคนที่ตั้งใจจริงอย่างแน่นอน  ...

ข้อดีของการเรียนรู้จาก “ความผิดพลาด”

หลายปีที่ผ่านมานี้ โซอี้โชคดีมากๆ ที่มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย ตอนฝึกงาน ก็ได้รับการสอนในแบบที่โซอี้คิดว่ามันดีมากๆ นั่นคือ การให้โซอี้ลงมือทำด้วยตัวเองไปเลย โดยที่ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือบอกไปหมดซะทุกอย่าง ถึงจะฟังดูโหดไปซักหน่อย แต่จริงๆแล้วมันได้ผลดีมากๆเลยนะคะ เพราะการที่เราลงมือทำ แล้วลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ทำให้โซอี้จดจำและทำงานได้ดีขึ้นมากๆ เหมือนกับการที่คุณได้ลองแก้โจทย์เลขด้วยตัวเอง โดยไม่ได้รู้ผ่านคนอื่นนั่นแหละค่ะ ความผิดพลาด จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นการเรียนรู้อีกแบบ ที่คุณได้ลองด้วยตัวของคุณเอง แล้วอะไรที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง ก็จะจำและเข้าใจได้ดีกว่าสิ่งที่คนอื่นบอกแน่นอน จริงไหมคะ เพราะแบบนี้ เมื่อโซอี้มีเป้าหมาย หรืออยากลองทำอะไรใหม่ๆ โซอี้ก็จะลงมือทำด้วยตัวเองทันที ถึงจะมีผิดบ้าง พลาดบ้าง ล้มบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะความผิดพลาด ความล้มเหลว มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว อยู่ที่ตัวเราเองต่างหากค่ะ ว่าจะเลือกมองมุมไหน จะเลือกทางกลัวจนไม่กล้าทำอะไร หรือหันมาเรียนรู้กับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น แล้วก้าวต่อไปอย่างที่ใจต้องการ อยู่ที่คุณแล้วล่ะค่ะ…..   —– ติดตามไอเดีย+แรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ Line ID : @hizoe ตามลิ้งค์นี้เลยค่ะ http://line.me/ti/p/%40hizoe  ...

อะไรคือสิ่งที่ “คนสำเร็จ” ไม่มีวันทำ!

“อะไรคือข้อแตกต่าง ระหว่างคนที่สำเร็จแล้ว กับคนที่ยังไม่สำเร็จ?” “เราจะรู้ได้ไง ว่าคนสำเร็จเขาชอบทำหรือไม่ทำอะไร” มีคนถามคำถามทำนองนี้กับโซอี้บ่อยมากๆ ค่ะ และโซอี้ก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า คนสำเร็จส่วนใหญ่ เขามีแพทเทิร์นความคิด และความสนใจค่อนข้างเหมือนกัน ถ้าไม่นับงานอดิเรกที่เป็นความชอบส่วนตัว ทุกคนมีสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบทำคล้ายๆกันเลยค่ะ เช่น คนสำเร็จ ชอบหาความรู้ใส่ตัว ชอบพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เข้าสัมมนา พบปะผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ส่วนสิ่งที่คนสำเร็จจริงๆ เขาจะไม่ทำกันแน่ๆ ก็คือ การพูดโอ้อวด ข่มคนอื่นตลอดเวลาค่ะ เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “คนเก่งจริงไม่พูด คนที่พูดจริงๆไม่เก่ง” ไหมคะ ทำนองเดียวกันเลยค่ะ การยกตนข่มคนอื่นๆ ไม่ใช่นิสัยที่คนสำเร็จจริงๆ เขาทำกัน เพราะคนที่เก่งจริงๆ เขาจะแนะนำและชวนให้เราก้าวไปข้างหน้ากับเขา ไม่ใช่ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกกดให้ต่ำลงเรื่อยๆ ตลอดเวลา สำหรับคนที่อยากขยับเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ลองหันมองรอบตัวดูนะคะ ว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ใกล้กับคนประเภทไหน ถ้ากำลังอยู่ใกล้คนที่ประสบความสำเร็จ ก็ลองเปรียบเทียบดูค่ะ ว่าตัวคุณยังขาดอะไรอีกบ้าง และมีนิสัยอะไรที่ควรปรับปรุงแก้ไข ถ้าคนเราปลูกอะไร ก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น การที่คุณปลูกฝังนิสัยของความสำเร็จไปมากๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จได้เช่นกัน   —–...

ฝันยังไง? ให้สำเร็จ

เมื่อตอนเด็กๆ คำถามยอดฮิตที่ผู้ใหญ่ทุกคนชอบถาม คือ โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร? เด็กๆหลาย รวมถึงตัวโซอี้เองสมัยก่อน ก็ตอบอย่างไร้เดียงสาไปว่า อยากเป็นหมอบ้าง ครูบ้าง แบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่พอโตขึ้น เรียนจบ มีภาระ มีความรับผิดชอบมากขึ้น จะให้ตอบแบบไม่คิดอะไรเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ใช่ไหมคะ หลายคน อยากมีบ้าน มีรถ มีเงินพอสำหรับดูแลครอบครัว เที่ยว หรือค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยด้วยกันทั้งนั้น บางคนที่โซอี้รู้จัก เขาก็บอกว่า ต้องการแค่นี้เหมือนกัน แค่มีบ้าน มีรถ มีเงินแต่งงานและดูแลครอบครัวได้ก็พอ ไม่น่าจะยาก ใช่ค่ะ มันไม่ยาก ถ้าคุณวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าการที่คุณจะมีบ้านมีรถ มีทุกอย่างที่ต้องการได้ มันต้องใช้เงินเท่าไหร่ ใช้เวลาแค่ไหน หรือมีวิธีอะไรบ้างที่จะพาตัวเองไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ ฟังดูเริ่มเครียดแล้วใช่ไหมคะ หลายคนอาจจะคิดว่า แค่นี้เอง ทำไมต้องวางแผนอะไรมากมาย ทำงานไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีเอง แต่คุณอย่าลืมนะคะ ว่าสิ่งที่หวังกันไว้ มันต้องใช้เงินทั้งนั้น ไม่งั้นทุกคนก็คงจะฝันเป็นจริงกันไปหมดแล้ว ถึงเงินจะซื้อทุกอย่างไม่ได้ แต่การจะหาหมอดีๆ ในสมัยนี้ก็ต้องใช้เงิน อยากไปเที่ยวก็ต้องมีเงิน อยากดูแลครอบครัวให้ดี...